|
|
|
|
|
ยธ. เปิดเวที ผู้บริหารพบสื่อมวลชน
|
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๕ เวลา ๑๕.๐๐ น. นางสุวณา สุวรรณจูฑะ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านบริหารความยุติธรรม เป็นประธานในงาน “ผู้บริหารพบสื่อมวลชน” พร้อมด้วยนางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม และโฆษกกระทรวงยุติธรรม ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ อธิบดีกรมบังคับคดี และนายไพฑูรย์ สว่างกมล รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ โดยมีสื่อมวลชนแขนงต่างๆ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุมกระทรวงยุติธรรม ๒ ชั้น ๘ อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร นางสุวณา สุวรรณจูฑะ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การจัดงาน “ผู้บริหารพบสื่อมวลชน” จัดขึ้นเพื่อให้ผู้บริหารของกระทรวงยุติธรรมได้แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกับสื่อมวลชน รวมทั้งเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานกับกระทรวงยุติธรรม เพื่อการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางสื่อสารมวลชนด้วยความถูกต้อง รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งการจัดงานครั้งนี้ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินงานในมิติด้านอำนวยความยุติธรรม ในภารกิจของกรมบังคับคดี และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ โดยมีประเด็นสำคัญ อาทิ การประกาศใช้กฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขายทอดตลาด การวางทรัพย์ การจัดตั้งคลินิกยุติธรรม รวมทั้งการให้บริการสายด่วนคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ๑๑๑๑ กด ๗๗ ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ กล่าวว่า กฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการขายทอดตลาด ได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๕ โดยหลักสำคัญคือ กฎกระทรวงได้กำหนดให้มีคณะกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์ในการกำหนดราคาเริ่มต้นและราคาที่สมควรขายในการขายทอดตลาดขึ้นใหม่ เพื่อให้การตัดสินใจในเรื่องนี้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น คณะกรรมการชุดนี้ประกอบด้วยปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน และมีผู้แทนจากหน่วยงานภายนอกในหลายภาคส่วน ซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านระบบเศรษฐกิจและการประเมินราคาทรัพย์สินเป็นกรรมการ เช่น ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เป็นต้น แทนวิธีการเดิมซึ่งกำหนดให้ใช้ราคาสูงสุดตามที่คู่ความเข้ามาซึ่งมักสูงเกินจริง และไม่สอดคล้องกับกลไกตลาด ส่งผลให้การขายทอดตลาดมีปริมาณลดลงเป็นจำนวนมาก รวมถึงกฎกระทรวงได้ปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการกำหนดราคาให้เป็นไปอย่างเหมาะสม โดยแบ่งออกเป็นคณะกรรมการกำหนดราคาทรัพย์ในเขตกรุงเทพมหานครและในเขตจังหวัดอื่น มีอธิบดีกรมบังคับคดี หรือผู้ได้รับมอบหมายเป็นประธาน กรรมการประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญในการประเมินราคาทรัพย์สิน เช่น ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ คณะกรรมการนี้มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดราคาทรัพย์สินเพื่อใช้ประกอบในการขายทอดตลาดในกรณีต่างๆ เช่น ทรัพย์สินที่มีราคาประเมินเกินกว่า ๕๐ ล้านบาท อีกทั้งกฎกระทรวงนี้ได้ยกเลิกข้อ ๒๒ ซึ่งกำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องถอนทรัพย์ออกจากการขายทอดตลาดกรณีมีผู้เสนอราคารายเดียว เนื่องจากหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นการเพิ่มขั้นตอนจากที่กฎหมายได้บัญญัติไว้ และผิดไปจากหลักของการขายทอดตลาดที่จะต้องขายให้แก่ผู้เสนอราคาสูงสุดโดยไม่มีเงื่อนไข ซึ่งกฎกระทรวงนี้ได้เริ่มใช้ในการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดีแล้วตั้งแต่วันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา สำหรับเรื่องการวางทรัพย์ หากลูกหนี้ที่ต้องการชำระหนี้ แต่ไม่สามารถติดต่อเจ้าหนี้ได้ ลูกหนี้สามารถติดต่อขอวางทรัพย์เพื่อชำระหนี้ได้ที่กรมบังคับคดีหรือสำนักงานบังคับคดีจังหวัด/สาขา/ส่วนย่อย นอกจากนี้กรมบังคับคดีได้ดำเนินการเปลี่ยนระบบการทำงานจากระบบเอกสารมาเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด เพื่อให้การทำงานเป็นไปด้วยความรวดเร็ว และสะดวกมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มต้นจากระบบงานในคดีแพ่ง โดยมีสำนักงานบังคับคดีนำร่อง จำนวน ๔ แห่ง คือ สำนักงานบังคบคดีจังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานบังคับคดีจังหวัดชลบุรี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดชลบุรี สาขาพัทยา และสำนักงานบังคับคดีจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี ด้านนายไพฑูรย์ สว่างกมล รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวถึงผลการดำเนินงานของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ว่า กรมคุ้มครองสิทธิฯ ได้จัดตั้งสำนักงานช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา ซึ่งจะมีคณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนแก่ผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญาเป็นผู้พิจารณาคำร้องที่ประชาชนได้ยื่นคำร้องขอรับค่าตอบแทนหรือค่าทดแทนที่จำเป็นและสมควรจากรัฐ ซึ่งได้มีการพิจารณาจัดตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนแก่ผู้เสียหายในส่วนภูมิภาค จำนวน ๑๐ แห่ง ซึ่งจะทำให้ประชาชนที่เป็นผู้เสียหายและจำเลยในส่วนภูมิภาคสามารถยื่นคำร้องขอรับเงินค่าตอบแทน ได้รับการพิจารณาได้ทันท่วงที จะส่งผลให้การจ่ายเงินค่าตอบแทนฯ มีขั้นตอนที่รวดเร็วขึ้น สำหรับประเด็นการช่วยเหลือผู้ต้องขังคดีอาญาที่มีลักษณะเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งในทางการเมืองเพื่อให้มีการปล่อยตัวชั่วคราวอันเป็นสิทธิพื้นฐานของผู้ต้องหาและจำเลยนั้น ขณะนี้มีจำนวน ๕๔ ราย ซึ่งกระทรวงยุติธรรมได้ประสานงานร่วมกับสมาคมทนายความแห่งประเทศไทยในการช่วยเหลือดังกล่าว และมีการยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องขัง พร้อมยื่นหลักฐานอื่นๆ ต่อศาลยุติธรรมแล้ว แต่ยังไม่มีการตัดสินว่าจะให้ประกันตัวหรือไม่ นอกจากนี้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพยังได้จัดตั้งกองทุนยุติธรรมขึ้น เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนที่ไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้สะดวก โดยขณะนี้มีผู้ร้องขอความช่วยเหลือจากกองทุนยุติธรรมแล้ว จำนวนกว่า ๑,๐๐๐ ราย ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถขอความช่วยเหลือได้รวดเร็วและสะดวกมากยิ่งขึ้น จึงได้มีสายด่วนคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพขึ้น โดยโทรศัพท์หมายเลข ๑๑๑๑ กด ๗๗ ซึ่งเปิดให้บริการแล้ว |
|
|
|
|
 |
|
|
|