“ยุติธรรม” จัดเวทีสาธารณะว่าด้วยหลักนิติธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืน

25 ก.ค. 2560 09:34 น. 114 ครั้ง

สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดการประชุมเวทีสาธารณะว่าด้วยหลักนิติธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในการเชื่อมโยงหลักนิติธรรมและการพัฒนาให้กับทุกภาคส่วน


               เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐  เวลา ๑๐.๐๐ น. ณ ห้องนภาลัยบอลรูม โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมเวทีสาธารณะว่าด้วยหลักนิติธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “หลักนิติธรรมกับการพัฒนาโดยศึกษาแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙” โดยสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) จัดขึ้นเป็นครั้งที่ ๓ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และส่งเสริมการตระหนักถึงความเชื่อมโยงของหลักนิติธรรมและการพัฒนา โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกันต่อไปในอนาคต โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้กล่าวถึงหลักนิติธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืน มีสาระสำคัญ ดังนี้ ๑) หลักนิติธรรมมีความสำคัญต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ เป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อการพัฒนาในทุกมิติ อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศในหลากหลายสาขา และนำมาซึ่งความสงบสุขในสังคม ๒) การบังคับใช้กฎหมายมีความสำคัญควบคู่ไปกับตัวบทกฎหมาย โดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเที่ยงตรงและคำนึงถึงประชาชนเป็นที่ตั้งจะทำให้เกิดความเป็นธรรมและสร้างความเสมอภาคในสังคม

               รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การประชุมเวทีสาธารณะว่าด้วยหลักนิติธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นเวทีที่มีความสำคัญ ที่ริเริ่มจัดขึ้นโดยสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย โดยจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ ๓ ซึ่งยังดำรงไว้ซึ่งวัตถุประสงค์สำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคม ผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้และมุมมองระหว่างผู้มีบทบาทในหลากหลายภาคส่วน ทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนภาคประชาชน เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างหลักนิติธรรมกับการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยหลักนิติธรรมเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อการพัฒนาในทุกมิติ ซึ่งรัฐบาลเองได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เพราะเชื่อว่าหลักนิติธรรมจะสามารถทำให้เกิดความสุข ความสงบเรียบร้อยในสังคม และเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนในหลายๆ สาขาวิชาชีพ นอกจากนี้ ในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โดยเชื่อว่าการบังคับใช้กฎหมายมีความสำคัญควบคู่ไปกับตัวบทกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายอย่างเที่ยงตรงและคำนึงถึงประชาชนเป็นที่ตั้งจะทำให้เกิดความเป็นธรรมและสร้างความเสมอภาคให้เกิดขึ้นในสังคม

               ทั้งนี้ นับเป็นความโชคดีของประชาชนไทยและประชาคมโลก ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ได้ทรงพระราชทานศาสตร์แห่งการพัฒนาที่มีคุณค่าและเป็นรากฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืนไว้ให้กับพวกเรา ซึ่งพระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาได้เคยประทานพระดำรัสไว้ว่า “หากเราได้พิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้ว เราจะพบว่าแนวพระราชดำริด้านการพัฒนาต่างๆ มีมิติของหลักนิติธรรมและกฎหมายสอดแทรกอยู่ในรายละเอียด เพราะทรงให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องความเป็นธรรมและความยั่งยืน หากเราได้มีโอกาสน้อมนำแนวพระราชดำริเหล่านี้มาศึกษาอย่างเป็นระบบ อาจทำให้เราค้นพบแนวทางที่จะนำมาใช้เพื่อเป็นกรอบในการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคตได้” โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การจัดกิจกรรมในวันนี้จะทำให้ประชาชนและสังคมได้ตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างหลักนิติธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืนมากขึ้น โดยเฉพาะการนำศาสตร์พระราชาตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ซึ่งมีมิติของหลักนิติธรรมสอดแทรกอยู่ในทุกรายละเอียดมาปรับใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศ เพื่อดำรงซึ่งความเป็นธรรมควบคู่ไปกับการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกภาคส่วนต่อไปในอนาคต 

                สำหรับการประชุมเวทีสาธารณะว่าด้วยหลักนิติธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืนในครั้งนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ ๓ โดยมีการแสดงมุมมองว่าด้วยหลักนิติธรรมกับการพัฒนาโดยศึกษาแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ผ่านวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่างๆ ประกอบด้วย ๑) นายมาร์ติน ฮันเซ่น รองผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย ๒) ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา ๓) ดร.ซานโดร คาลวานี ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการวางแผนเชิงกลยุทธ์ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ และ ๔) ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ และอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นอกจากนี้ ยังมีการอภิปรายนำเสนอกรณีศึกษาโดยผู้แทนจากกลุ่มบริหารรุ่นแรกในหลักสูตร“หลักนิติธรรมเพื่อการพัฒนาสำหรับผู้บริหาร โดยสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย” (TIJ Executive Program on the Rule of Law and Development : RoLD) ใน ๓ ประเด็น ได้แก่ ๑) คนอยู่กับป่าอย่างยั่งยืนด้วยหลักนิติธรรม : กรณีศึกษาจังหวัดน่าน ๒) การพัฒนาระบบหนี้ที่เป็นธรรมในสังคมนิติธรรม และ ๓) ทางเลือกสำหรับเทคโนโลยีก้าวกระโดดด้วยหลักนิติธรรมและ Regulatory Sandbox

                                *****************************************