นายกรัฐมนตรีฯ เป็นประธานเปิดการประชุม "ขับเคลื่อนแผนฯ 12 สู่อนาคตประเทศไทย” ย้ำเป้าหมายประเทศ คือ ประเทศพัฒนาแล้ว

5 ก.ค. 2560 16:47 น. 186 ครั้ง

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม “ขับเคลื่อนแผนฯ 12 สู่อนาคตประเทศไทย” เน้นให้ทุกภาคส่วนในสังคมตระหนักและให้ความสำคัญต่อเป้าหมายการพัฒนาประเทศในระยะยาว อันจะก่อให้เกิดพลังในการร่วมมือกันขับเคลื่อนการพัฒนาในระดับปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างสัมฤทธิ์ผล นำไปสู่ประเทศไทยที่ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

              เมื่อวันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม 2560 เวลา 09.00 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการประชุม "ขับเคลื่อนแผนฯ 12 สู่อนาคตประเทศไทย" ในการประชุมประจำปี 2560 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง" สานพลังทุกภาคส่วนขับเคลื่อนการพัฒนาสู่อนาคตประเทศไทย" โดยมี นายถาวร พรหมมีชัย เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม เข้าร่วมฯ นอกจากนี้ยังมี คณะรัฐมนตรี สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ องค์กรพัฒนาเอกชน ภาคเอกชน นักวิชาการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชน เข้าร่วมฯ ณ ห้องแกรนด์ ไดมอนด์บอลรูม ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี

              สำหรับการประชุมขับเคลื่อนแผนฯ 12 สู่อนาคตประเทศไทย ประจำปี 2560 สศช. ได้จัดต่อเนื่องทุกปี ทั้งนี้เพื่อนำเสนอและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนของสังคม ในเรื่องสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ และในปีนี้เป็นปีแรกที่ประเทศไทยได้จัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ดังนั้นจึงเปิดเวทีการสร้างการรับรู้ความเข้าใจภายใต้แนวคิดประเด็นการพัฒนาที่สำคัญและกรอบแนวทางการพัฒนาที่กำหนดภายใต้แผนฯ ๑๒ รวมถึงเชื่อมโยงการขับเคลื่อนการพัฒนาภายใต้แผนดังกล่าวให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดภายใน 5 ปี โดยจะเชื่อมโยงไปสู่เป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อีกทั้งเป็นการสร้างความเข้าใจเพื่อกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนในสังคมตระหนักและให้ความสำคัญต่อเป้าหมายการพัฒนาประเทศในระยะยาว อันจะก่อให้เกิดพลังร่วมมือกันขับเคลื่อนการพัฒนาในระดับปฏิบัติให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างสัมฤทธิ์ผล

             สำหรับยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศไทยสู่เป้าหมายความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ในแผนฯ 12 ได้กำหนดประเด็นการขับเคลื่อนที่มีความสำคัญเร่งด่วนเพื่อให้คนไทยอยู่ดี กินดี มีสุข ไว้ 6 ประเด็น ได้แก่ 1. ศักยภาพคนไทยเพื่ออนาคตประเทศไทย 2. นวัตกรรมนำสู่อนาคตประเทศไทย 3.เกษตรกรยุคใหม่เพื่ออนาคตประเทศไทย 4. โครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์เพื่ออนาคตประเทศไทย 5. ภาครัฐดิจิทัลเพื่ออนาคตประเทศไทย และ6. การพัฒนาพื้นที่ ภาค และเมืองสู่อนาคตประเทศไทย โดยในแต่ละประเด็นจะเปิดเวทีระดมความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมประชุมกลุ่มย่อยเพื่อรับฟังความเห็นประเด็นการพัฒนาสำคัญในมิติต่างๆ ในการนำไปเป็นแนวทางกำหนดกลไกการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านต่างๆ ในแผนฯ 12 ไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริง และบรรลุวิสัยทัศน์ของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

            โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในการประชุมตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยมีคนอยู่หลายกลุ่มหลายประเภท โดยทั้งหมดกำลังเดินเข้าสู่เส้นชัยหลังหยุดเดินมาเป็นเวลานาน การหยุดเดินเสมือนการเดินถอยหลัง เนื่องจากประเทศอื่นเดินไปข้างหน้า ดังนั้น วันนี้เราต้องเร่งเดินเข้าสู่เส้นชัย ซึ่งโรดแมปของรัฐบาลได้กำหนดและวางแผนงานไว้ทั้งหมดแล้ว โดยเป็นการวางตามขั้นตอน 1-2-3 ของตน วันนี้ถือว่าอยู่ในขั้นที่ 2 ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้กำหนดว่าจะต้องเดินหน้าประเทศอย่างไร ทั้งนี้ทุกคนทราบอยู่แล้วว่ารัฐบาล และคสช. เข้ามาอย่างไร และมาเพื่ออะไร ดังนั้นจะไม่ขอกลับไปพูดถึงเรื่องเดิมๆ แต่อยากให้เปรียบเทียบดูว่าหลักคิดในการเดินหน้าประเทศสู่อนาคต ตามวิสัยทัศน์ มั่นคง มั่นคั่ง และยั่งยืน มีความชัดเจนแค่ไหน และที่ผ่านมาเคยเกิดขึ้นหรือไม่ ทุกอย่างจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพราะถ้ายังคิดแบบเดิม ติดกับปัญหาเดิม ประเทศก็จะเดินหน้าไม่ได้

            นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ประเทศไทยเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมาได้มีการเปลี่ยนแปลงมีการปฏิรูปเศรษฐกิจมาหนึ่งครั้ง และมีเศรษฐกิจที่ดี มีการแปลงสนามรบเป็นสนามการค้า แต่จากนั้นมาก็คงสภาพเดิมมาตลอด ดังนั้น ทุกคนต้องร่วมมือกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งในขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงที่ 2 ของแผนการปฏิรูป ก่อนที่จะส่งต่อไปยังรัฐบาลหน้า จึงถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในการเดินไปข้างหน้า ที่ผ่านมาเป็นเพียงการลดปัญหาอุปสรรคและสิ่งที่ฉุดรั้ง ทั้งในเรื่องของกฎหมาย และอุปสรรคต่างๆ แต่การดำเนินการตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 12 (2560-2564) ซึ่งดำเนินการมาแล้ว 9 เดือน ถือว่ามีความก้าวหน้าไปพอสมควร ดังนั้นถ้าสามารถเดินตามแผนนี้ได้ก็จะสามารถส่งต่อไปยังแผนอื่นๆ ต่อไปได้ และในอีก 20 ปี ประเทศไทยก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และตนเชื่อมั่นว่าทุกคนในประเทศไทยมีขีดความสามารถเพียงพอ จึงขอให้ถือว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่วิกฤตการของประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน แต่เป็นวิกฤตการของประเทศไทย ในการที่จะทำให้คนไทยมีความสุขมากขึ้น ทุกคนจึงต้องช่วยกันทำแผนฉบับที่ 12 ซึ่งเป็นฐานราก ให้ไปสู่ความเข้มแข็ง และแข็งแกร่ง แก้ไขจุดอ่อนของประเทศที่มีหลายอย่าง รวมทั้งพัฒนาจุดแข็งต่อไป ทั้งนี้ ยืนยันว่าการทำแผนของรัฐบาลไม่ได้ไปผูกมัดใครไว้ตรงไหน และไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาลก็สามารถดำเนินการได้หมด เพียงแต่รัฐบาลนี้ได้ตีกรอบไว้ให้ไปสู่เป้าหมายในการปฏิรูป ซึ่งทุกรัฐบาลต้องดำเนินการต่อ โดยเน้นการให้ความสำคัญกับประชาชนฐานราก เนื่องจากประชาชนที่มีรายได้น้อย ยังมีความสุขไม่เพียงพอ และในการบริหารราชการแผ่นดินจะต้องมีหลักการมากกว่าที่ผ่านมา เป้าหมายที่อยากเห็นคือ “ประเทศไทยมีการพัฒนาแล้ว” เหมือนนานาอารยประเทศ ทั้งทางกายภาพ และจิตใจ รวมถึงความคิด และศักยภาพของคน โดยทำอย่างไรจะให้ทุกคนกินอิ่ม นอนหลับ และมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สังคมมีความปรองดองสมานฉันท์อย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์