TIJ จับมือกรมราชทัณฑ์ผลักดัน “โครงการเรือนจำต้นแบบ” สู่เรือนจำในภาคใต้

19 มี.ค. 2562 14:37 น. 485 ครั้ง

สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมกับกรมราชทัณฑ์จัด โครงการเรือนจำต้นแบบเพื่ออนุวัติข้อกำหนดกรุงเทพ เพื่อส่งเสริมให้เรือนจำในภาคใต้ที่ถือเป็นพื้นที่เป้าหมายใหม่ได้เข้าใจและสามารถนำข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขัง หรือ “ข้อกำหนดกรุงเทพ” ไปใช้ในการดำเนินงานปรับสภาพเรือนจำอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้ต้องขังกลับสู่สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 – 2561 ที่ผ่านมา TIJ และกรมราชทัณฑ์ ได้คัดเลือกให้เรือนจำต้นแบบของแต่ละภูมิภาคเป็นศูนย์การเรียนรู้และสถานที่ศึกษาดูงานของเรือนจำและทัณฑสถาน ทั้งในกลุ่มภูมิภาค ภายในประเทศและต่างประเทศ สำหรับภายในประเทศ ในปัจจุบันมีเรือนจำและทัณฑสถานทั้งในเขตภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ผ่านการคัดเลือกให้เป็นเรือนจำต้นแบบของโครงการแล้ว รวมทั้งสิ้นจำนวน 12 แห่ง ประกอบด้วย เรือนจำจังหวัดอุทัยธานี เรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษหญิง ทัณฑสถานหญิงชลบุรี เรือนจำกลางสมุทรสงคราม เรือนจำกลางอุบลราชธานี เรือนจำจังหวัดศรีสะเกษ เรือนจำกลางสุรินทร์ เรือนจำอำเภอรัตนบุรี เรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์ และเรือนจำกลางนครราชสีมา

ในปี พ.ศ. 2562 นี้ TIJ กำลังดำเนินการจัดทำโครงการเรือนจำต้นแบบเพื่อขยายกลุ่มเป้าหมายในเขตภาคใต้ เริ่มต้นด้วยการจัดสัมมนาให้ข้อมูลแก่เรือนจำที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ และกิจกรรมการพา
ผู้บัญชาการเรือนจำ และผู้ปฏิบัติงานลงพื้นที่สำรวจเรือนจำต้นแบบ เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานตลอดทั้งปี ซึ่งจะช่วยสร้างความรู้และความเข้าใจแก่ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการเรือนจำต้นแบบ

โดย TIJ ได้จัดงานสัมมนาให้ความรู้แก่ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่อยู่ในเขตภาคใต้ตอนบนเพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินงานตามข้อกำหนดกรุงเทพ พร้อมทั้งพาคณะดังกล่าวศึกษา
ดูงานที่ เรือนจำจังหวัดกระบี่ เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

 

 

งานดังกล่าว ดร.นัทธี จิตสว่าง ที่ปรึกษาพิเศษสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ได้กล่าวเปิดงานสัมมนา และนางสาวชลธิช ชื่นอุระ หัวหน้ากลุ่มโครงการส่งเสริมการอนุวัติข้อกำหนดกรุงเทพและ
การปฏิบัติต่อผู้กระทำผิด ได้บรรยายให้ความรู้ในแง่มุมต่างๆ เกี่ยวกับข้อกำหนดกรุงเทพ

 

 

ในงานสัมมนามีการเปิดโอกาสให้ผู้บัญชาการและเจ้าหน้าที่เรือนจำที่สนใจเข้าร่วมโครงการเรือนจำต้นแบบประจำปี 2562 ได้ซักถาม ซึ่งช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับรายละเอียดโครงการเรือนจำต้นแบบและข้อกำหนดกรุงเทพมากขึ้น

หลังจากการสัมมนา TIJ ได้จัดกิจกรรมศึกษาดูงานเพื่อให้เจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติได้เรียนรู้ข้อปฏิบัติจากเรือนจำต้นแบบ และเรือนจำที่สมัครเข้าโครงการและกำลังจะได้รับการประเมินในปี พ.ศ. 2562 นี้
โดยไปศึกษาดูงานที่เรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เรือนจำจังหวัดสุพรรณบุรี เรือนจำจังหวัดอุทัยธานี และเรือนจำกลางนครสวรรค์ ระหว่างวันที่ 29–31 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา

 

สำรวจเรือนจำภาคกลาง : ค้นหาแนวปฏิบัติเพื่อมุ่งสู่การเป็นเรือนจำต้นแบบ

 

เรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เรือนจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีพื้นที่ทั้งหมด 62 ไร่ 3 งาน 43 ตารางวา ซึ่งถือเป็นเรือนจำต้นแบบของการพัฒนาเรือนจำชายที่มีแดนหญิงขนาดใหญ่อยู่ในเรือนจำ โดยมีพื้นที่แดนหญิงทั้งหมด 4 ไร่ 1 งาน ทำให้การบริหารจัดการด้านกายภาพ (อาคาร สถานที่) พร้อมรองรับจำนวนผู้ต้องขังจำนวน 548 คน เรือนจำแห่งนี้มีแบ่งกองงานฝึกอาชีพต่างๆ ให้แก่ผู้ต้องขัง รวมถึงยังมีการต่อยอดและสร้างสรรค์แนวคิดการฝึกอาชีพที่ผสมผสานการสร้างแบรนด์กับการตลาดที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร จนได้รับการประเมินให้เป็นเรือนจำต้นแบบเมื่อปี พ.ศ. 2558

 

วังจันทร์ Cook&Coff คือ แบรนด์ที่เรือนจำแห่งนี้จัดทำขึ้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและต่อยอดประสบการณ์การทำงานจากการฝึกวิชาชีพภายในเรือนจำ มาสู่การประกอบธุรกิจจริงภายนอกเรือนจำ โดยการนำผลิตภัณฑ์จากฝีมือของผู้ต้องขังมาจัดแสดงพร้อมจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นเบเกอรี่ พร้อมทั้งจำหน่ายเครื่องดื่มร้อนและเย็น กาแฟสด ที่สร้างสรรค์ให้โฟมนมเป็นรูปผู้ต้องขัง ถ่ายทอดความรู้สึกเปลี่ยวเหงาออกมาได้อย่างชัดเจน เพื่อสะท้อนว่าแม้เรือนจำจะมีข้อจำกัด แต่การตกแต่งเครื่องดื่มอาจจะไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบเก่าๆ อีกทั้งยังมีการออกแบบร้านที่เป็นเอกลักษณ์ ตกแต่งในสไตล์ห้องขังในเรือนจำ เพื่อเป็นการดึงดูดความสนใจของผู้รับบริการ ซึ่งเป็นหนทางหนึ่งในการส่งเสริมการจำหน่าย และเพิ่มมูลค่ารางวัลปันผลให้แก่ผู้ต้องขัง โดยในร้านยังมีผลิตภัณฑ์งานฝีมือ และผลิตผลทางการเกษตรของผู้ต้องขังจำหน่ายอีกด้วย

 

 

เรือนจำกลางนครสวรรค์

เรือนจำกลางนครสวรรค์กับพื้นที่ทั้งหมด 15 ไร่ 2 งาน 72 ตารางวา โดยเป็นเรือนจำที่มีแดนหญิงขนาดเล็ก ซึ่งมีความจุผู้ต้องขังหญิงปัจจุบันอยู่ที่ 529 คน แต่ก็เปิดโอกาสให้กับผู้ต้องขังหญิงสามารถออกมาฝึกวิชาชีพภายนอกแดนหญิงได้ เช่น ร้านนวด และ ร้านอาหาร รวมไปถึงการสนับสนุนให้ผู้ต้องขังได้เลี้ยงสัตว์ ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ปลูกข้าว และผักปลอดสารพิษเพื่อจำหน่ายให้กับญาติและประชาชนทั่วไป

จุดเด่นของเรือนจำนี้ คือ ความร่วมมือระหว่างเรือนจำละหน่วยงานในภาครัฐระดับท้องถิ่น เช่น
ความร่วมมือกับสำนักงานยุติธรรมจังหวัดในการลงพื้นที่เพื่อให้ผู้ต้องขังที่ใกล้พ้นโทษได้มีโอกาสทำงาน
ฝึกวิชาชีพ ช่วยเหลือสังคมและใกล้ชิดชุมชนมากขึ้นซึ่งเป็นวิธีการปรับตัว และเตรียมพร้อมสำหรับการออกมาใช้ชีวิตภายนอกเรือนจำ

นอกจากนี้เรือนจำกลางนครสวรรค์ยังได้ร่วมมือกับบริษัทอุตสาหกรรมวุ้นเส้น ธนะวิเชียร จำกัด เพื่อให้โอกาสผู้ต้องขังได้เรียนรู้และฝึกทำงานในสถานที่จริง ปัจจุบันมีผู้ต้องขังจากเรือนจำได้รับโอกาสให้ไปทำงานภายในโรงงานดังกล่าว ทั้งในเวลาทำงานปกติ และวันเสาร์

 

 

เรือนจำจังหวัดอุทัยธานี 

เรือนจำจังหวัดอุทัยธานีมีพื้นที่ทั้งหมดเพียงแค่ 4 ไร่ 2 งาน แต่ก็เป็นเรือนจำต้นแบบของการพัฒนาเรือนจำชายที่มีแดนหญิงขนาดเล็กอยู่ในเรือนจำ เพราะแม้ว่าจะมีพื้นที่แดนหญิงทั้งหมด 2 งาน ซึ่งถือว่ามีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับความจุผู้ต้องขังจำนวน 168 คน แต่ก็พยายามดำเนินงานในเรือนจำให้สอดคล้องกับข้อกำหนดกรุงเทพ โดยเรือนจำจังหวัดอุทัยธานีมุ่งเน้นการปฏิบัติแก้ไขและฟื้นฟูผู้ต้องขัง ภายใต้โครงการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยสำหรับผู้ต้องขังที่มีกำหนดปล่อยตัวภายใน 6 เดือน ถึง 1 ปี เพื่อให้ผู้ต้องขังได้รับโอกาสในการพัฒนาทัศนคติ เสริมสร้างสมรรถภาพทางร่างกาย รวมถึงส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีในครอบครัว ผ่านโปรแกรมการอบรมและให้ความรู้ในด้านต่างๆ เพื่อร่วมวางแผนในการดำเนินชีวิตหลังพ้นโทษ

นอกจากนี้ภายในเรือนจำยังมีห้องสมุดพร้อมปัญญาที่มีหนังสือหลายประเภท รวมถึงมีมุมให้ผู้ต้องขังทั้งหญิงและชายค้นหาแรงบันดาลใจ ทำให้ผู้ต้องขังมีทั้งโอกาสได้ศึกษาหาความรู้ และ ค้นหาแรงบันดาลใจเพื่อให้พวกเขามีแรงกระตุ้นที่จะกระทำสิ่งที่ดีเมื่อกลับสู่โลกภายนอก ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข โดยไม่กระทำผิดซ้ำ

 

 

เรือนจำจังหวัดสุพรรณบุรี

เรือนจำสุพรรณบุรีเป็นหนึ่งในเรือนจำชายที่มีแดนหญิงขนาดเล็ก อยู่ในช่วงกำลังพัฒนาเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเข้ารับการประเมินเรือนจำของกรมราชทัณฑ์ในปี พ.ศ. 2562 โดยมีพื้นที่ภายในแดนหญิงทั้งหมดประมาณ 2 ไร่ มีความจุผู้ต้องขังจำนวน 570 คน ภายในแดนแบ่งพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม และอยู่ในช่วงทำแผน และออกแบบขยายพื้นที่ในแดนหญิง

นอกจากการฝึกอบรมให้ความรู้และฝึกอาชีพให้แก่ผู้ต้องขังแล้ว ผู้ต้องขังยังได้รับโอกาสให้ออกไปฝึกวิชาชีพภายนอกเรือนจำ จุดเด่นที่น่าสนใจของเรือนจำนี้ คือ การแก้ไขกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่มาจากของเสียในเรือนจำโดยใช้ EM BALL และการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น ไม้แขวนเสื้อที่ติดกับราวตากผ้า ทำให้เวลาตากผ้าไม้แขวนและเสื้อผ้าไม่หลุดร่วง เป็นต้น

 

 

ปัจจุบันมีเรือนจำหลายแห่งที่มีความพยายามปรับปรุงจัดสรรพื้นที่ทางกายภาพทั้งภายในและภายนอกให้สอดคล้องกับการปฏิบัติตามข้อกำหนดกรุงเทพและหลักสิทธิมนุษยชน โดยมุ่งเน้นการฟื้นฟูผู้ต้องขังให้สามารถคืนสู่สังคมได้อย่างปกติสุข เช่น การฝึกอาชีพและการเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังชั้นดีได้ออกไปฝึกอาชีพกับหน่วยงานภายนอกโดยคำนึงถึงสภาพความเป็นจริงและบริบทแวดล้อมภายนอกมากขึ้น
ขณะที่บางเรือนจำก็มองไกลกว่านั้น เพราะนอกจากจะดำเนินงานเพื่อให้สอดคล้องกับกฎเดิมๆ แล้ว เรือนจำบางแห่งก็ยังพยายามสร้างสรรค์แนวคิด วิธีการที่สอดคล้องกับโลกแห่งความเป็นจริงมากขึ้น เช่น เรือนจำอยุธยาที่พยายามสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ของผู้ต้องขังด้วยการสร้างแบรนด์ ซึ่งจะทำให้ผู้ต้องขังได้เรียนรู้ และมีประสบการณ์ใกล้เคียงกับโลกแห่งความเป็นจริง หรือเรือนจำกลางนครสวรรค์พยายามร่วมมือกับบริษัท (co-creation activity) ให้ผู้ต้องขังได้เรียนรู้และฝึกทำงานในสถานที่จริงในโรงงาน นับเป็นอีกหนึ่งความพยายามและความสร้างสรรค์ที่ทำให้ผู้ต้องขังได้มีโอกาสเข้าใกล้และเรียนรู้โลกแห่งความเป็นจริงในสังคมภายนอกมากขึ้น

การสัมมนาให้ความรู้และการเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่จากเรือนจำในภาคใต้ได้เข้าไปสำรวจเรือนจำต่างๆ ในภาคกลางดังกล่าวข้างต้น จะสามารถเป็นอีกหนึ่งจุดประกายให้ผู้ปฏิบัติงานได้เรียนรู้จุดเด่นที่น่าสนใจของแต่ละเรือนจำที่อาจจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจ และทำให้พวกเขามองเห็นความเป็นไปได้ในการปรับปรุงเรือนจำทั้งด้านกายภาพให้สอดคล้องกับข้อกำหนดกรุงเทพ พร้อมทั้งยังทำให้เจ้าหน้าที่สร้างสรรค์แนวคิดที่จะช่วยให้ผู้ต้องขังมีโอกาสเข้าใกล้โลกแห่งความเป็นจริงมากขึ้นได้