TIJ จัดเสวนาหลักสูตร RoLD แลกเปลี่ยน “มุมมองทางเพศต่อการสร้างสังคมปลอดภัย”

19 เม.ย. 2562 13:56 น. 107 ครั้ง

สังคมไทยต้องเผชิญกับปัญหาการใช้ความรุนแรงในครอบครัวอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน พาดหัวข่าวที่พบเห็นได้ประจำ ไม่พ้นเป็นเรื่องการทะเลาะเบาะแว้งไปจนถึงขั้นการฆาตกรรม ทั้งที่เกิดจากการบันดาลโทสะ ไปจนถึงการวางแผนฆาตกรรม และหลายครั้งที่ปัญหาเหล่านี้เป็นเพียงแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งที่ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความผิดปกติที่แท้จริง 

เมื่อวันที่ 4 เม.ย. ที่ผ่านมา สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทยได้จัดการเสวนาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการอบรมหลักสูตรสำหรับผู้บริหารระดับสูงด้านหลักนิติธรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืน ในหัวข้อ “มุมมองทางเพศต่อการสร้างสังคมปลอดภัย” (Gender-Sensitive Lens to Create a Safer Society) เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องของความรุนแรงทางเพศในสังคม โดยมีผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ นายจะเด็ด เชาวน์วิไล จากมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล และนายวันชัย รุจนวงศ์ ผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการอาเซียนว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิสตรีและสิทธิเด็ก เป็นผู้บรรยาย และ ดร.สิตา สัมฤทธิ์ Assistant Director and Head of Poverty Eradication and Gender Division จากสำนักเลขาธิการอาเซียน เป็นผู้ดำเนินรายการ

 

 

นายจะเด็ด กล่าวถึงสถานการณ์ความรุนแรงทางเพศในสังคมไทยว่า จากการรวบรวมสถิติผ่านข่าวสารที่เผยแพร่ในไทยระหว่างปี 2555 ถึงปัจจุบัน พบว่ามีเหตุฆาตกรรมภายในครอบครัวเพิ่มมากขึ้นทุกปี ส่วนใหญ่เป็นคดีที่ฝ่ายสามีฆ่าภรรยา และมีแนวโน้มจะเกิดเหตุฆาตกรรมยกครอบครัวเพิ่มมากขึ้น โดยสาเหตุหลักเกิดจากการบันดาลโทสะและหึงหวง ทั้งยังมีปัจจัยกระตุ้นจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในขณะที่ฝ่ายภรรยาที่ฆ่าสามีหรือทำร้ายครอบครัว จะเป็นการกระทำไปเพื่อการป้องกันตนเอง มีความเครียด และกดดันตนเอง จากที่สามีไม่มีความรับผิดชอบ และหลายรายถูกสามีทำร้ายต่อเนื่อง แต่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในสังคม

นอกจากนี้ ฝ่ายหญิงที่ถูกกระทำรุนแรงก็มีทัศนคติที่ผิดต่อตนเอง เพราะเมื่อถูกกระทำ ครอบครัวหรือคนรอบข้างจะกล่าวหาว่าฝ่ายตนเองผิด ทั้งแต่งตัวไม่ดี และเดินในที่เปลี่ยว จึงทำให้ตกเป็นเหยื่อความรุนแรง แนวทางช่วยเหลือผู้หญิงเหล่านี้ทางหนึ่งคือการให้คำปรึกษาด้านสังคมสงเคราะห์และกฎหมาย การจัดกิจกรรมกลุ่ม และการออกมาสื่อสารกับสังคม ซึ่งมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลได้เข้าไปมีบทบาทมาอย่างต่อเนื่องในการช่วยเหลือ

“การออกมาสื่อสารกับสังคม คนพูดที่มีน้ำหนักที่สุด คือคนที่ประสบกับปัญหาโดยตรง เพื่อให้เขารู้สึกและเห็นว่าตนเองมีพลังที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงตนเองได้ และทำให้อยากช่วยเหลือคนอื่นและสังคมต่อไปได้ นอกจากนี้ยังได้ส่งเสริมให้คนในชุมชนได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน” นายจะเด็ด กล่าว 

 

ด้าน นายวันชัย รุจนวงศ์ ผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการอาเซียนว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิสตรีและสิทธิเด็ก กล่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า ปัญหาความรุนแรงทางเพศต่าง ๆ มาจากทัศนคติเรื่องชายเป็นใหญ่ แต่ก่อนกฎหมายตราสามดวง ทำให้มองผู้หญิงเป็นทรัพย์สินมาตลอด กระทั่งปัจจุบัน หากองค์กรใดมีผู้ชายอยู่มากก็จะมีปัญหา อย่างเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ก็จะทำให้เกิดปัญหาขึ้น

“คดีหนึ่งที่เข้าไปเกี่ยวข้องตอนที่เป็นอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ฝ่ายภรรยาถูกสามีทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำอีก จนทนไม่ไหว ต้องไปจ้างญาติมาฆ่าสามี โดนจับทั้งคู่ มีคดีแบบนี้บ่อย ติดคุกมา 20 กว่าปี ทำเรื่องอภัยโทษก็ไม่ได้ เพราะเป็นคดีวางแผนไว้ก่อน ทั้งหมดทั้งนั้นมาจากทัศนคติ” นายวันชัย ยกตัวอย่าง อย่างไรก็ดี ยังเสริมด้วยว่า ขณะนี้มีผู้หญิงจำนวนมากที่ได้เข้ามาทำงานในแวดวงกระบวนการยุติธรรมมากขึ้นและจะช่วยทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้ในอนาคต

“เมื่อไหร่ที่เปลี่ยนทัศนคติ มองทุกคนว่าเป็นคน ไม่ว่าจะเพศอะไรก็ตาม มนุษย์หนึ่งคนมีสิทธิเท่ากันหรือไม่ เราต้องเคารพ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเคารพคน เป็นคนเท่ากัน ไม่ว่าใครก็ตาม วิธีคิดจะเปลี่ยนไป” นายวันชัย กล่าว

ทั้งนี้ นายจะเด็ด ยังได้วิเคราะห์ไว้ด้วยว่า ความรุนแรงทางเพศที่นำไปสู่การฆาตกรรมในที่สุดมีสาเหตุจาก 1. การบังคับกฎหมายมีปัญหา เนื่องจากเมื่อฝ่ายหญิงถูกทำร้าย ได้ไปแจ้งความ แต่ตำรวจไม่รับแจ้งความ กระทั่งเกิดเหตุซ้ำซ้อนหลายครั้งและสุดท้ายนำไปสู่การเสียชีวิต 2. ทัศนคติที่ว่าความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องส่วนตัว ดังนั้นแม้ครอบครัวหรือชุมชนจะทราบว่าครอบครัวใดกำลังประสบกับความรุนแรงในครอบครัว ก็จะไม่เข้าไปช่วยเหลือ และ 3. กลไกของรัฐไม่เพียงพอในการดูแลและเฝ้าระวังเรื่องความรุนแรงในครอบครัว โดยกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงยุติธรรม ต่างมีกลไกของตนเองในการช่วยเหลือผู้ถูกกระทำความรุนแรง แต่ไม่มีการบูรณาการกลไกต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินงาน 

จากการเสวนาในครั้งนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า การแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเพศไม่อาจแก้ไขได้ด้วยเพียงกฎหมายอย่างเดียว แต่ต้องใช้การปรับเปลี่ยนทัศนคติที่ว่าด้วย “สังคมชายเป็นใหญ่” และสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนในสังคมร่วมมือกันแสวงหาแนวทางและวิธีปฏิบัติเพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมแก่ทุกฝ่ายต่อไป