เรือนจำจังหวัดจันทบุรี: ต้นแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนกับการสร้างความยุติธรรมในสังคม

30 เม.ย. 2562 16:24 น. 177 ครั้ง

การที่ผู้ต้องขังสามารถกลับเข้าสู่สังคมหลังพ้นโทษได้อย่างปกติสุข นับเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องอาศัยทั้งกระบวนการยุติธรรมและความร่วมมือจากหลากหลายภาคส่วน หนึ่งในภารกิจหลักของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) คือ การสนับสนุนให้เรือนจำทั่วประเทศนำข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำ และมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง (The Bangkok Rules) ไปใช้ในการดำเนินงานปรับสภาพเรือนจำได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ TIJ ยังร่วมมือกับกรมราชทัณฑ์ในการสนับสนุนให้เรือนจำปรับปรุงพัฒนาเพื่อยกระดับให้กลายเป็นเรือนจำต้นแบบด้วยวิธีการที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละเรือนจำ กระบวนการยุติธรรมสามารถช่วยเหลือผู้ต้องขังในระหว่างถูกคุมขัง แต่ชีวิตของผู้ต้องขังภายนอกเรือนจำหลังพ้นโทษ ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากเรือนจำและชุมชน เพื่อให้ท้ายที่สุด ผู้ต้องขังจะสามารถมีพื้นที่ในสังคม ทั้งในแง่ของการยอมรับจากสังคม การได้รับโอกาส และการเป็นคนดีที่ยั่งยืนได้

เมื่อวันที่ 25-26 เมษายนที่ผ่านมา TIJ ได้นำคณะผู้แทนของหน่วยงานราชทัณฑ์ในจังหวัดภาคใต้เข้าศึกษาการปฏิบัติงานของเรือนจำจังหวัดจันทบุรี หนึ่งในเรือนจำต้นแบบของกรมราชทัณฑ์ เพื่อศึกษาแนวทางในการนำข้อกำหนดกรุงเทพ รวมถึงระเบียบข้อบังคับตามแนวทางการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง และเพื่อศึกษาต้นแบบเรือนจำที่มีแนวทางการปฏิบัติงานเชิงบูรณาการระหว่างเรือนจำกับชุมชน ในการสนับสนุนผู้ต้องขังหลังพ้นโทษได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

 

ในอดีตการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยตัวจะเป็นหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ หรือ เรือนจำ เท่านั้น ซึ่งการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวอาจยังไม่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ต้องขัง กับ ชุมชน ที่พวกเขาต้องใช้ชีวิตหลังการปล่อยตัวได้อย่างดี เพราะสังคมยังไม่เปิดใจและไม่เปิดโอกาสให้คนกลุ่มนี้ แต่ปัจจุบันหลายภาคส่วนได้พยายามผลักดันด้วยการดำเนินงานเพื่อให้โอกาสกับผู้ต้องขังที่พ้นโทษมากขึ้น โดยเฉพาะด้านกระบวนการยุติธรรมที่เล็งเห็นถึงความสำคัญการคืนผู้ต้องขังสู่สังคมอย่างอย่างยืน จึงได้มีการประกาศ พ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562  เมื่อวันที่ 16 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งมีใจความสำคัญโดยสรุป คือ ให้ยกเลิก (2) ของ ข. ของมาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ. สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. 2559 ที่กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้ขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้ให้บริการ ว่าจะต้องไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำความผิดในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด หรือความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี เพราะลักษณะต้องห้ามดังกล่าวเป็นการตัดโอกาสในการประกอบอาชีพและเป็นอุปสรรคในการกลับเข้าสู่สังคมได้ตามปกติของผู้เคยกระทำความผิดดังกล่าวหลังจากพ้นโทษ จึงสมควรยกเลิกลักษณะต้องห้ามนั้น นอกจากนี้ ผู้แทนจากภาคประชาสังคมและผู้ประกอบการ ต่างก็ได้เปิดรับอดีตผู้พ้นโทษให้ได้กลับมามีงานทำในภาคการผลิตทั้งเกษตรและอุตสาหกรรม ตลอดจนภาคบริการที่หลากหลายมากขึ้น

 

 

ดร.นัทธี จิตสว่าง ที่ปรึกษาสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “เรือนจำจังหวัดจันทบุรีนับเป็นเรือนจำที่ประสบความสำเร็จในการเปิดให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเปิดรับผู้ต้องขังกลับสู่สังคม โดยการจัดทำโครงการ “จันแลนด์”เป็นสถานฝึกอาชีพผู้ต้องขัง โดยอาศัยความร่วมมือของชุมชนให้การสนับสนุน ทั้งนี้ผู้ต้องขังที่จะออกมาฝึกงานที่ “จันแลนด์” จะต้องผ่านการฝึกด้านการประกอบธุรกิจและเสริมสร้างแรงบันดาลใจในการประกอบอาชีพสุจริต โดยมีศูนย์ CARE ของเรือนจำให้การช่วยเหลือ”

 

 

เรือนจำแห่งนี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่ดีด้านการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยที่พยายามให้ชุมชนมีส่วนร่วมได้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะนอกจากจะเป็นเรือนจำที่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดกรุงเทพได้อย่างดีแล้ว เรือนจำดังกล่าวยังเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่สามารถสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างเรือนจำ กับ ชุมชน ในการผลักดันและสนับสนุนให้ผู้ต้องขังกลับคืนสู่สังคมได้ เห็นได้จากการสร้าง “จันแลนด์” ซึ่งภายในเป็นทั้งสวน ร้านอาหาร (เรือนจัน) ร้านกาแฟ (Inspire Café) ร้านจำหน่ายพืชผลเกษตรอินทรีย์  พิพิธภัณฑ์  และร้านนวด นอกจากนี้ยังมีบริการคาร์แคร์ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังเป็นผู้ให้บริการ สิ่งเหล่านี้จะเป็นการเรียนรู้และฝึกทักษะต่างๆ เพื่อให้ผู้ต้องขังมีความพร้อมที่จะทำงานหลังจากพ้นโทษ นอกจากนี้ ผู้ต้องขังยังจะมีโอกาสปรับตัวในมิติของความสัมพันธ์กับบุคคลภายนอก โดยผู้ดูแลจันแลนด์ คือ ผู้ที่อยู่ในชุมชน ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างผู้ต้องขังและชุมชนภายนอก ซึ่งกระบวนการดังกล่าวนอกจากจะช่วยให้ผู้ต้องขังมีทักษะชีวิต และรู้จักการปรับตัวก่อนกลับสู่โลกภายนอกแล้ว ยังทำให้พวกเขาได้รับการยอมรับจากสังคมอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ TIJ จึงต้องการให้ผู้ปฏิบัติงานเรือนจำภาคใต้ได้ศึกษาแนวทางการดำเนินงานเชิงบูรณาการที่เป็นรูปธรรมดังกล่าว เพื่อไปปรับใช้ในเรือนจำของตนเอง ซึ่งนอกจากจะช่วยขยายแนวคิดการคืนผู้ต้องขังอย่างยั่งยืนให้มากขึ้นแล้ว ผลที่ได้ในระยะยาว คือ ปัญหา “คนล้นคุก” ในสังคมไทยก็จะหมดไป

 

 

ด้าน ดร.ชาญ วชิรเดช กล่าวถึงเรื่องความยั่งยืนของโครงการเรือนจันแลนด์ว่า สิ่งแรกคือ ต้องเริ่มทำตั้งแต่ต้นด้วยใจ คือ การคิดรอบด้าน เปลี่ยนแนวคิด หรือ mindset ในการฝึกอบรมผู้ต้องขัง ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ต้องอาศัยเวลาในการสร้างพื้นที่ให้ผู้ต้องขังได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนภายนอก เพื่อให้เกิดการยอมรับ จากนั้นก็พยายามปลูกฝังแนวคิดการดำเนินชีวิตภายนอกให้กับผู้ต้องขังให้คิดเชิงบวก เช่น เมื่อออกจากเรือนจำช่วงแรกจะต้องเป็นลูกจ้างก่อน เพื่อให้มีทุน จากนั้นจึงค่อยขยับขยาย เพราะปัจจุบันมีผู้ประกอบการหลายแห่งที่เปิดใจและพร้อมให้โอกาสกับผู้ต้องขังที่พ้นโทษเข้าทำงานมากขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การจะสร้างคน (ผู้ต้องขัง) จากภายในเรือนจำอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในชุมชน โดยอยากให้มองว่า ผู้ต้องขังก็คือส่วนหนึ่งของชุมชน และทุกท่านเป็นเหมือนกัปตันที่จะนำพาเรือลำใหญ่ข้ามฟากได้มากขึ้น ซึ่งก็เท่ากับว่า ทุกท่านจะมีส่วนช่วยลดจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำลง

 

 

ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า หัวใจสำคัญของการแก้ปัญหานี้ คือ ชุมชน และ สังคม ที่ควรเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างความยุติธรรม โดยการสนับสนุน และส่งเสริมให้ผู้ที่เคยพลั้งพลาดเหล่านี้ให้มีอาชีพที่สุจริตอย่างยั่งยืน เพราะชุมชนเป็นทั้งกลไก และ ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยโอบอุ้มและเยียวยาผู้ที่เคยกระทำผิดให้สามารถดำรงชีวิตนอกเรือนจำได้อย่างปกติสุข หากชุมชนและสังคมเข้าใจ ยอมรับ และมองว่าผู้ที่เคยพลั้งพลาดเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ชุมชน และสังคม การดำเนินงานที่จะช่วยให้พวกเขาอยู่ในสังคมได้จะเป็นไปในลักษณะร่วมมือ ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน เน้นการบูรณาการจากหลากหลายภาคส่วน โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น