TIJ จัดเสวนาแนะภาคธุรกิจทำวิสาหกิจเพื่อสังคมที่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน

10 มิ.ย. 2562 13:10 น. 123 ครั้ง

เมื่อเร็วๆ นี้ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) จัดการเสวนาในหัวข้อ “บทบาทภาคธุรกิจกับวิสาหกิจเพื่อสังคมที่คำนึงถึงสิทธิมนุษยชน” เพื่อระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึง “วิสาหกิจเพื่อสังคม” (social enterprise) ในฐานะเครื่องมือที่จะช่วยสนับสนุนให้สังคมพัฒนา โดยไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลังตามหลักการของสิทธิมนุษยชนและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ

 

 

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการ TIJ กล่าวเปิดการเสวนาว่า “เรื่องของหลักนิติธรรมเป็นการทำให้กฎหมายสามารถทำให้บุคคลต่างๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องทำให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมได้ และสังคมที่ยุติธรรม ที่เป็นธรรมสามารถมีผู้เล่น (player) ได้มากกว่าแค่ภาครัฐ โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่สามารถเอื้อให้เกิดการคุ้มครองสิทธิ และช่วยให้เกิดความเป็นธรรมได้ ถ้าดำเนินตามหลักการของสิทธิมนุษยชน จากแนวคิดเรื่อง Global Compact ของสหประชาชาติ”

 

 

การเสวนาในครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้หลักสูตรอบรมด้านหลักนิติธรรมและการพัฒนาสำหรับผู้บริหาร หรือ TIJ Executive Program on the Rule of Law and Development (RoLD) ปีที่ 3 โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนา ประกอบด้วย ณัฐพงษ์ จารุวรรณพงศ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคม ธีรดา ศุภะพงษ์ ผู้แทนองค์กรประจำประเทศไทย ศูนย์ประสานการเสวนาเพื่อมนุษยธรรม และมี ดร.เนติธร ประดิษฐ์สาร รองกรรมการผู้จัดการด้านความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นผู้ดำเนินรายการ

 

จากวงเสวนาอาจกล่าวโดยสรุปว่า ในประเทศไทยมีการดำเนินงานของภาคธุรกิจที่จะช่วยให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมที่หลายคนอาจจะมองว่ามีอยู่แล้ว ดังเช่นการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility หรือ CSR) แต่แท้จริงแล้ว CSR ยังไม่ใช่การดำเนินธุรกิจในลักษณะของวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social enterprise) ซึ่งเป็นธุรกิจที่เกิดขึ้น โดยมีความคิดริเริ่มจากการพยายามแก้ไขปัญหาสังคม แต่ยังคงมุ่งหวังผลกำไร และมีการนำเงินไปหมุนเวียนกลับมาใช้ในธุรกิจเพื่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อสังคมต่อไป วิสาหกิจเพื่อสังคมยังจะได้รับผลประโยชน์จากภาครัฐที่แตกต่างจากธุรกิจทั่วไป เช่น เป็นธุรกิจปลอดภาษี ได้รับการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เป็นต้น

 

 

ณัฐพงษ์ ได้ให้ทัศนะไว้ว่า วิสาหกิจเพื่อสังคมเป็นเครื่องมือในการออกแบบความสัมพันธ์ขององค์ประกอบในสังคมแบบใหม่ เป็นการกลับวิธีคิด คือแทนที่จะมุ่งไปที่การแก้ไขปัญหา เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา มีการคาดการณ์อนาคตล่วงหน้า ตั้งหลักที่การอยู่ร่วมกันในสังคม โดยมีวิสาหกิจเพื่อสังคมเป็นเครื่องมือประสานประโยชน์ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วไม่ได้หมายความว่าเป็นธุรกิจที่จะแก้ปัญหาสังคมได้ แต่เป็นธุรกิจที่มีคุณค่า ทำแล้วทุกคนได้ประโยชน์ ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า วิสาหกิจเพื่อสังคมจะต้องสร้างผลลัพธ์ทางสังคม (Social Impact) และมีการลงทุนเพื่อขยายผลให้เกิดความยั่งยืน

 

ณัฐพงษ์ ได้ยกตัวอย่างว่า บริษัทขนาดใหญ่ก็สามารถทำเรื่องเกี่ยวกับวิสาหกิจเพื่อสังคมได้ โดยอาศัยการใช้ห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ในการหนุนเสริมให้เกิดวิสาหกิจเพื่อสังคมขนาดเล็ก ให้สามารถอยู่รอดและเติบโตได้ เช่น บริษัทจำหน่ายน้ำผลไม้ รับซื้อผลไม้จากคนในชุมชน โดยให้ราคาสูงกว่าตลาดเล็กน้อย แต่ตั้งราคาจำหน่ายเท่ากับตลาด ก็ยังมีกำไรและสามารถนำเงินทุนไปต่อยอดให้กับคนในชุมชนได้ต่อไป เป็นต้น

 

ขณะที่ ธีรดา กล่าวถึงบทบาทของวิสาหกิจเพื่อสังคมว่า มีส่วนสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมสิทธิมนุษยชน อันเป็นปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นกับภาคธุรกิจ เนื่องจากการทำธุรกิจบางโครงการ รัฐเป็นผู้บริหารนโยบาย กำกับดูแล และให้สิทธิแก่ภาคธุรกิจบางส่วนในการใช้ทรัพยากรในชุมชนใดชุมชนหนึ่ง และบางครั้งการใช้ทรัพยากรนั้นก็ส่งผลกระทบต่อสิทธิของประชาชนในชุมชน นำไปสู่การละเมิดสิทธิของประชาชนในชุมชนนั้น แต่วิสาหกิจเพื่อสังคมจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเช่นนี้ขึ้น เพราะเป็นธุรกิจที่คำนึงถึงผลกระทบต่อทุกภาคส่วนและมุ่งหวังที่การสร้างประโยชน์ต่อสังคมเป็นสำคัญ 

 

 

“ระบบเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม มีความเกี่ยวข้องกับคนทั้งนั้น ดังนั้นถ้าคิดให้ครอบคลุม ถือว่าสิทธิหรือระบบที่คิดเพื่อที่จะให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือในทางพัฒนา จึงต้องครอบคลุมสิทธิมนุษยชนด้วย ถ้ามีกติกาในทางธุรกิจในเศรษฐกิจ หรือแม้แต่เรื่องของสิ่งแวดล้อม ที่ทำให้การจัดสรรทรัพยากรหรือในการทำธุรกิจไม่เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ชุมชน หรือวัฒนธรรม สามารถทำให้อยู่ร่วมกันได้ ก็เรียกว่าเป็นการออกแบบที่ครอบคลุม หรือ inclusive” ธีรดา กล่าว

 

 

ทั้งนี้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ผ่านร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และก่อนหน้านี้เมื่อ 24 สิงหาคม 2559 กรมสรรพากรได้ออกเงื่อนไขการสนับสนุนด้วยประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการยกเว้นภาษีเงินได้ของกิจการเพื่อสังคมไว้ว่า กิจการที่จดทะเบียนจัดตั้งเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมและประสงค์จะใช้สิทธิทางภาษี จะต้องมีวัตถุประสงค์อย่างน้อย 2 ข้อ คือ ประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ และส่งเสริมการจ้างงานในท้องถิ่นที่กิจการตั้งอยู่หรือต้องการแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม โดยต้องมิได้มุ่งสร้างกำไรสูงสุดต่อผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วน เมื่อมีกำไร ให้นำผลกำไรไม่น้อยกว่า 70% ไปลงทุนในกิจการของตนต่อเนื่อง หรือนำไปใช้ประโยชน์แก่เกษตรกรผู้ยากจนหรือผู้ด้อยโอกาส

 

นอกจากนี้ วิสาหกิจเพื่อสังคมยังได้สิทธิยกเว้นภาษี ซึ่งทำได้ 3 กรณี ได้แก่ 1.กรณีไม่มีการจ่ายเงินปันผลเลย จะได้รับยกเว้นภาษีนิติบุคคล ธุรกิจอื่นที่เข้าลงทุนในหุ้นของวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือบริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้วิสาหกิจเพื่อสังคมสามารถนำมูลค่าไปหักเป็นรายจ่ายได้ 1 เท่า (ทั้งนี้ เมื่อหักรายจ่ายเพื่อการสาธารณกุศล ไม่สามารถหักเป็นรายจ่ายเกิน 2% ของกำไร) 2.กรณีวิสาหกิจเพื่อสังคมมีการจ่ายเงินปันผลไม่เกิน 30% ของกำไร จะไม่ได้รับยกเว้นภาษีนิติบุคคล แต่ธุรกิจอื่นที่เข้าลงทุนในหุ้นของวิสาหกิจเพื่อสังคม หรือการบริจาคให้วิสาหกิจเพื่อสังคมสามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ 1 เท่า และ 3.กรณีวิสาหกิจเพื่อสังคมจ่ายปันผลเกิน 30% ของกำไร กรณีนี้ทั้งตัววิสาหกิจเพื่อสังคมและกิจการอื่นที่มาลงทุนในหุ้นหรือบริจาคให้วิสาหกิจเพื่อสังคมจะไม่ได้รับสิทธิ์ประโยชน์ทางภาษีใดๆ