TIJ ผลักดันข้อกำหนดกรุงเทพสู่เรือนจำกัมพูชา: ศึกษาเรือนจำต้นแบบยกระดับสิทธิมนุษยชน

2 ส.ค. 2562 12:26 น. 76 ครั้ง

ปัจจุบันมีผู้ต้องขังในประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 354,905 คน แบ่งเป็น ผู้ต้องขังชาย จำนวน 308,693 คน ผู้ต้องขังหญิงจำนวน 46,212 คน (ข้อมูลจากสถิติผู้ต้องขังราชทัณฑ์ทั่วประเทศไทย ณ วันที่ 1 ก.ค. 62) ขณะที่พื้นที่ในเรือนจำที่ส่วนใหญ่ถูกออกแบบไว้เพื่อผู้ต้องขังชาย และผู้ต้องขังหญิงส่วนใหญ่มาจากคดีความผิดเล็กน้อย

ขณะที่เพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียนอย่างประเทศกัมพูชา มีผู้ต้องขังทั้งสิ้นจำนวน 32,029 คน โดยมีผู้ต้องขังหญิง 2,388 คน แต่หากพิจารณาเทียบกับเรือนจำทั้งประเทศ 28 แห่ง กัมพูชามีทัณฑสถานหญิงเพียง 2 แห่ง ในขณะที่อีก 26 แห่งที่เหลือเป็นแดนหญิงที่อยู่ในเรือนจำชาย (ข้อมูลเดือนเมษายน 2562, ที่มา: http://thaicriminology.com/prison-statistics-in-asean.html)

เรือนจำส่วนใหญ่ทั้งในประเทศไทยและอาเซียนมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ พื้นที่ และ บุคลากร อยู่แล้วเมื่อ “คนล้นคุก” การอบรม ฟื้นฟู แก้ไขพฤติกรรมผู้ต้องขังเป็นไปได้อย่างลำบาก หรือแม้กระทั่งการพัฒนาเรือนจำหรือออกแบบโปรแกรมให้เหมาะกับผู้ต้องขังหญิงที่มีความละเอียดอ่อนทางเพศ หรือผู้ต้องขังหญิงที่มีบุตรในเรือนจำ ก็อาจถูกละเลยไปด้วยจากข้อจำกัดเหล่านั้น ส่งผลให้ผู้ต้องขังเกิดความเครียดทางอารมณ์มากขึ้น และอาจทำให้เรือนจำกลายเป็นเพียงสถานที่คุมขังที่ไม่ช่วยให้ผู้ต้องขังมีทักษะชีวิตหลังพ้นโทษ อีกทั้งหากสังคมไม่ให้โอกาสผู้ต้องขังเหล่านั้นก็จะมีโอกาสกลับไปกระทำผิดซ้ำถึง 40% เป็นการซ้ำเติมปัญหาในกระบวนการยุติธรรมให้มากขึ้น

สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) และกรมราชทัณฑ์ เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว อีกทั้ง TIJ ยังเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการสนับสนุนให้เรือนจำนำข้อกำหนดกรุงเทพไปปฏิบัติทั้งในระดับประเทศและภูมิภาคอาเซียน โดยข้อกำหนดกรุงเทพ (The Bangkok Rules) หรือ ข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำความผิดหญิง (United Nations Rules for the Treatment of Women Prisoners and Non-Custodial Measures of Women Offenders) เป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่ช่วยให้เรือนจำมีแนวทางในการดำเนินงานและปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำที่คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนและความละเอียดอ่อนทางเพศมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อยกระดับสิทธิมนุษยชนและปฏิบัติต่อผู้ต้องขังให้มีมาตรฐานเท่าเทียมกัน

ที่ผ่านมา TIJ ได้พัฒนาองค์ความรู้ พัฒนาศักยภาพบุคลากรที่ปฏิบัติงานในเรือนจำ โดยการส่งเสริมการขับเคลื่อนการดำเนินงานในเรือนจำตามข้อกำหนดกรุงเทพอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การจัดอบรมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ทั้งในประเทศไทยและอาเซียนเป็นประจำทุกปี การศึกษาวิจัยพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับผู้ต้องขังหญิง รวมถึงการดำเนินโครงการเรือนจำต้นแบบร่วมกับกรมราชทัณฑ์ เพื่อสนับสนุนและเพิ่มศักยภาพให้เรือนจำในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนปฏิบัติตามข้อกำหนดกรุงเทพได้อย่างมีมาตรฐาน

ดร.นัทธี จิตสว่าง ที่ปรึกษาพิเศษสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ข้อกำหนดกรุงเทพเปรียบเสมือนกรอบแนวทางและมาตรฐานที่ดีในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงโดยคำนึงถึงความแตกต่าง
ทางเพศภาวะ ซึ่งนับว่ามีความสำคัญ หากเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์มีความรู้และความเข้าใจในการนำข้อกำหนดกรุงเทพไปปรับใช้ ก็จะช่วยสนับสนุนให้การดำเนินงานเพื่อดูแลผู้ต้องขังหญิงเกิดผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น ดังนั้น การที่ TIJ ดำเนินงานทั้งในด้านการพัฒนาศักยภาพ และสร้างเสริมองค์ความรู้ให้แก่ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ทั้งในประเทศและภูมิภาคอาเซียนมาโดยตลอด ก็เพื่อมุ่งหวังให้เรือนจำมีการพัฒนาที่ดีขึ้นทั้งในเชิงกายภาพ และ คุณภาพ ซึ่งท้ายที่สุดจะทำให้ผู้ต้องขังได้รับการพัฒนาที่ดี จนสามารถออกไปสู่สังคมได้อย่างปกติสุข”

เช่นเดียวกันกับประเทศกัมพูชาที่ให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าว จึงเริ่มเร่งรัดการพัฒนาสภาพภายในเรือนจำให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากขึ้น โดยมี TIJ ให้การสนับสนุนทั้งในด้านการสนับสนุนองค์ความรู้ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในงานราชทัณฑ์

 

ด้วยเหตุนี้ TIJ จึงร่วมกับกรมราชทัณฑ์ จัดการศึกษาดูงานระหว่างวันที่ 24-25 กรกฎาคม 2562 เพื่อสนับสนุนและเปิดโอกาสให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกรมราชทัณฑ์ประเทศกัมพูชาได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับข้อหนดกรุงเทพ ในเรือนจำของไทยที่เป็นตัวอย่างที่ดีในการนำข้อกำหนดกรุงเทพไปปรับใช้ ซึ่งจะช่วยให้ผู้นำเหล่านี้ได้นำแนวคิด ความรู้ ประสบการณ์จากตัวอย่างเรือนจำที่ดีดังกล่าวไปปฏิบัติในเรือนจำของตนได้อย่างเหมาะสม

ปัจจุบันประเทศไทยมีหลายเรือนจำหลายแห่งพยายามยกระดับการพัฒนาสภาพภายในเรือนจำ และ การพัฒนาโปรแกรมเพื่อดูแลและฟื้นฟูผู้ต้องขังหญิง จนหลายเรือนจำกลายเป็นเรือนจำต้นแบบ แม้จะมีพื้นที่ไม่มาก แต่ก็สามารถนำองค์ความรู้และแนวคิดใหม่ๆ ที่ได้จากการอบรม มาพัฒนาโปรแกรมเพื่อแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังโดยคำนึงถึงความละเอียดอ่อนทางเพศของผู้ต้องขังหญิงได้ โดยต่างมีจุดมุ่งหมายสำคัญ คือ การคืนผู้ต้องขังกลับสู่สังคมได้อย่างปกติสุขและยั่งยืน

ไฮไลท์ของการศึกษาดูงานในครั้งนี้ที่เรือนจำจังหวัดอุทัยธานี และ เรือนจำกลางนครสวรรค์ มีดังนี้

ประการแรก เรือนจำทั้งสองแห่งเป็นเรือนจำชายที่มีผู้บัญชาการเรือนจำเป็นผู้หญิง แต่สามารถปฏิบัติงานดูแล กำกับ จนทำให้เรือนจำทั้งสองได้รับการพัฒนาอย่างมีมาตรฐาน

ประการที่สอง แม้ว่าเรือนจำทั้งสองจะถูกสร้างมานานกว่า 100 ปี แต่ก็สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดกรุงเทพได้ ทั้งในด้านการปรับสภาพแวดล้อมภายใน และ การพัฒนาโปรแกรมการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด

 

เรือนจำจังหวัดอุทัยธานี มีพื้นที่ทั้งหมด 4 ไร่ 2 งาน แต่มีพื้นที่แดนหญิงทั้งหมดเพียง 2 งาน เท่านั้น เมื่อเทียบกับ ความจุผู้ต้องขังจำนวน 149 คน ถือได้ว่าเป็นเรือนจำดังกล่าวมีขนาดเล็ก แต่ก็เป็นหนึ่งในเรือนจำที่สามารถปรับสภาพเรือนจำให้สอดคล้องและเป็นไปตามมาตรฐานของข้อกำหนดกรุงเทพ ตั้งแต่ขั้นแรกรับ ขั้นการอบรมฝึกอาชีพ ควบคู่กับการปรับสภาพภายในโดยคำนึงถึงความละเอียดอ่อนทางเพศ และ สิทธิมนุษยชน เช่น การจัดมุมแม่และเด็ก ห้องสมุดเปลี่ยนชีวิต สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ต้องขัง จนถึงขั้นการพัฒนาโปรแกรมพัฒนาพฤตินิสัยอื่นๆ ให้ผู้ต้องขังได้เกิดการปรับตัวก่อนออกสู่สังคมภายนอก

 

 

ขณะที่เรือนจำกลางนครสวรรค์ มีพื้นที่ทั้งหมด 15 ไร่ เป็นเรือนจำที่มีแดนหญิงภายในเรือนจำขนาดเล็กเพียง 2 ไร่ แต่มีความจุผู้ต้องขังหญิงปัจจุบันอยู่ที่ 454 คน จุดเด่นของเรือนจำนี้ คือ การปรับสภาพภายในเรือนจำที่ช่วยบำบัดให้ผู้ต้องขังรู้สึกผ่อนคลายด้วยการใช้สีสันต่างๆ จนกล่าวได้ว่าเป็น “เรือนจำที่สวยที่สุดในประเทศไทย” และมีการพัฒนาโปรแกรมการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขัง (Rehabilitation) รวมถึงได้มีความร่วมมือกับหน่วยงานในภาครัฐระดับท้องถิ่น เช่น ความร่วมมือกับสำนักงานยุติธรรมจังหวัดในการลงพื้นที่เพื่อให้ผู้ต้องขังที่ใกล้พ้นโทษได้มีโอกาสทำงานฝึกวิชาชีพ ปรับตัว และเตรียมพร้อมสำหรับการออกมาใช้ชีวิตภายนอกเรือนจำ เป็นต้น

TIJ ในฐานะหน่วยงานที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลง (Promoter of Change) และผลักดันข้อกำหนดกรุงเทพ (The Bangkok Rules) สู่การปฏิบัติจริงทั้งในประเทศและภูมิภาคอาเซียน มุ่งหวังว่า การเปิดโอกาสให้ผู้บริหารระดับสูงจากกรมราชทัณฑ์ประเทศกัมพูชาได้มาศึกษาดูงานในครั้งนี้จะทำให้เกิดการพัฒนาแนวคิดและปรับเปลี่ยนทัศนคติ (Mindset) ในการนำข้อกำหนดกรุงเทพไปปรับใช้ในเรือนจำในประเทศของตนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยยกระดับและขยายผลการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังตามหลักสิทธิมนุษยชนให้ประเทศในภูมิภาคอาเซียนให้เหมาะสมกับบริบท และ สภาพแวดล้อม เพื่อคืนผู้ต้องขังสู่สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป