สวัสดี คุณกำลังใช้งานในฐานะบุคคลทั่วไป โปรดเข้าสู่ระบบหรือสมัครสมาชิกเพื่อโพสข้อความติดต่อหรือแสดงความคิดเห็นค่ะ


หัวข้อ: หลงเชื่อทนายขอแรง พลาดโอกาสยื่นอุธรณ์ ขอความเมตตาด้วยครับ  (อ่าน 25149 ครั้ง)

ข้าพเจ้านายชารินทร์  จิระพันธุ์ เป็นบิดาของ  นายนฤบดินทร์  จิรพันธ์ ได้มาขอร้องทุกข์ และขอความเมตตากรุณา เพื่อขอโอกาสให้ข้าพเจ้า กับลูกชายข้าพเจ้า ได้มีโอกาสขอยื่นคำอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ เนื่องด้วยข้าพเจ้าได้หลงเชื่อคำแนะนำจากทนายขอแรงที่ไม่รู้จริง
จากที่ลูกชายข้าพเจ้านายนฤบดินทร์ จิระพันธุ์  ซึ่งขณะนั้นกำลังศึกษาอยู่ชั้นปวชปีที่ 1 โรงเรียนช่างกลขนส่งอุปถัม (ขสทบ) (อายุ 18 ปี 2 เดือน) ได้ไปมีเพศสัมพันธ์กับแฟนสาว(อายุ 13 ปี 5 เดือน) ที่ได้คบหากันมาระยะหนึ่ง เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 58 และ ได้มีเพศสัมพันธ์ครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 ในเวลาต่อมา หลังจากนั้น พ่อแม่ของ ฝ่ายแฟนสาว ได้ทราบเรื่อง จึงได้มาพบกับข้าพเจ้าที่บ้านและได้เรียกร้องค่าเสียหายเป็นจำนวนเงิน  200,000  บาท  แต่เนื่องด้วยฐานะของครอบครัวข้าพเจ้าไม่ได้มีเงินทอง ไม่มีเงินเก็บ จึงไม่สามารถที่จะจ่ายเงินตามที่พ่อแม่ของฝ่ายผู้หญิงเรียกร้องต้องการได้ พ่อแม่ของฝ่ายผู้หญิงจึงได้ไปแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับลูกชายของข้าพเจ้าที่สถานตำรวจปากเกร็ด ซึ่งข้าพเจ้า และพ่อแม่ของฝ่ายผู้หญิงได้เจรจาต่อรองแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ทางพ่อแม่ของฝ่ายหญิงก็ให้โอกาสให้ข้าพเจ้าได้มีเวลาหาเงิน  สุดท้ายเรื่องก่อนที่จะส่งดำเนินคดีทางข้าพเจ้าได้ขอต่อรองอีกครั้งหนึ่ง ทางพ่อแม่ของฝ่ายผู้หญิงก็เมตตาลดให้ครึ่งนึง คงเหลืออีก 1 แสนบาท แต่ข้าพเจ้าก็ไม่มีปัญญาที่จะหาเงิน 100,000  บาทได้เนื่องจากช่วงนั้นข้าพเจ้าเองก็ตกงาน ทรัพย์สินเงินทองก็ไม่มี จึงได้ขอต่อรองเจรจาหรือ 50,000 บาท ทางพ่อแม่ฝ่ายหญิงไม่สามารถรับเงื่อนไขนี้ได้จึงให้ตำรวจส่งดำเนินคดี
ในระหว่างเรื่องที่อยู่ในขั้นตอนของโรงพักลูกชายของข้าพเจ้าก็เดินเข้ามอบตัวด้วยตัวเองทางตำรวจจึงไม่ได้คุมขังไว้ในฐานะผู้ต้องหา เพราะเห็นว่าทางเราก็มีเจตนาที่จะชดใช้และรับผิดชอบและรับสารภาพ  ในช่วงเวลานั้นข้าพเจ้าได้สอบถามเพื่อนของข้าพเจ้าที่เป็นอัยการจังหวัด ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมเรียนด้วยกันมา ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนที่เป็นอัยการว่า ให้ปล่อยลูกเข้าสู่กระบวนการ ยุติธรรม เพราะคดีนี้เป็นคดีที่ไม่รุนแรงหนักหนาสากันเหมือนกับคดี ปล้นฆ่าหรือข่มขื่น เป็นคดีทั่วทั่วไป การกระทำผิด 3 ครั้ง โดยต่างกรรมต่างวาระ แต่เวลาท่านผู้พิพากษาตัดสิน ท่านจะไม่เอาความผิดแยกเป็นกระทงกระทง และคดีนี้เท่าที่ผ่านมาท่านผู้พิพากษาจะสั่งลงโทษไม่สูงจนเกินไปถ้าหาก เรามีเงิน เพื่อเยียวยาให้ทางผู้เสียหายบางอย่างน้อยก็ 3 4-5 หมื่น ศาลท่านจะเมตตาเพราะว่าลูกชายก็ยังเรียนอยู่ ในช่วงที่กระทำผิดก็พึ่งจะอายุ 18 ปีกับ 2 เดือนก็ยังถือว่ายังไม่บรรลุนิติภาวะ ยังอยู่ในช่วงเยาวชนอยู่ 
เมื่อทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ส่งเรื่องฟ้องที่สำนักอัยการจังหวัดนนทบุรี จำนวน 3 ข้อหา คือ กระทำชำเรา, พรากผู้เยาว์, ข่มขู่ ลูกชายของข้าพเจ้าได้เป็นคนดำเนินการในการขอเลื่อน การส่งฟ้องที่สำนักอัยการด้วยตัวเอง เนื่องจากช่วงนั้นกำลังติดสอบปลายภาคเรียนที่ 1 เป็นกำหนด 1 เดือน พอครบกำหนดลูกชายของข้าพเจ้าก็ไปรายงานตัวที่สำนักงานอัยการประจำจังหวัดนนทบุรีและได้ถูกควบคุมตัวเข้าเรือนจำทันทีเพราะข้าพเจ้าไม่มีเงินประกันตัว ข้าพเจ้าต้องวิ่งเต้นหาเงินมาเพื่อจะขอประกันตัว ซึ่งแฟนของข้าพเจ้าได้ช่วยเหลือโดยการ เอาที่ดินของพ่อแม่แฟนจำนองจำนวนที่ดิน 5 ไร่วงเงินกู้เจ็ดหมื่นห้า เมื่อได้เงินมาแล้วจึงได้นำไปซื้อหลักประกันกับทนายประกันประจำศาลจังหวัดนนทบุรีจึงได้ประจำตัวลูกชายออกมา
เมื่อถึงวันกำหนดไปศาล ครั้งแรก เพื่อไปเข้าห้อง ไกล่เกลี่ย ซึ่งทางตำรวจได้แนะนำว่า ข้อหา 1 และ 2 ให้ยอมรับสารภาพแต่ข้อหาที่ 3 ให้สู้คดี เพราะเราไม่ได้ข่มขู่ ตามที่พ่อแม่ฝ่ายหญิงกล่าวหา แต่เมื่อเข้าห้องไปเจอทางเจ้าหน้าที่ศาลที่ไกลเกลี่ยให้การแนะนำว่าถ้าคุณจะยอมรับสารภาพต้องยอมรับทั้งหมดทั้ง 3 ข้อหาหรือยอมรับสารภาพร้อยเปอร์เซ็นต์ ทางศาลถึงจะเมตตาลดโทษให้ครึ่งหนึ่ง และยังให้คำแนะนำว่าคดีนี้เป็นคดีไม่รุนแรงไม่ใช่คดีปล้นฆ่า โดยยกตัวอย่างให้ฟังว่า มีนักเรียนนักศึกษายกพวกตีกัน ฝ่ายผู้กระทำผิดได้ใช้ดาบฟันแขนฝ่ายโจทย์จนแขนเกือบขาด แต่พอขึ้นศาล ทางจำเลยยอมรับสารภาพ โดยมีจิตสำนึกยอมรับผิด ศาลจึงได้พิพากษาแค่รอลงอาญา ไม่ต้องติดคุก แล้วนับประสาอะไรคดีลูกชายคุณ มันเป็นคดีเรื่องของธรรมชาติจะติดคุกได้อย่างไร ข้าพเจ้ากับลูกชายของข้าพเจ้าเมื่อได้รับฟังคำแนะนำอย่างนั้นจึงได้ตัดสินใจยอมรับสารภาพ 100% เพื่อที่ทางศาลได้มีความเมตตาลงโทษในสถานเบา ตามคำแนะนำของศาล
เมื่อถึงวันนัดสืบประกอบ และเป็นครั้งแรกที่ได้เจอหน้าหรือได้พูดคุยกับทนายขอแรง ข้าพเจ้าได้อธิบายเรื่องราวความเป็นมาอย่างเร่งรีบ และให้ทนายขอแรงช่วยดำเนินการเจรจากับผู้เสียหาย ขอชดใช้ เงินค่าเยียวยา เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 50,000  บาท โดยข้าพเจ้า จะโอนเงินให้ก่อนจำนวน 10000 บาท ส่วนอีกสี่หมื่นบาทข้าพเจ้า ขอผ่อนกับผู้เสียหาย เป็นจำนวนเงิน 5000 บาทต่อเดือนรวม 8 เดือน ซึ่งทางผู้เสียหาย ยอมรับ ในข้อเสนอที่ ข้าพเจ้า  เสนอ เมื่อเข้าห้องบัลลังก์ ข้าพเจ้าได้ให้ลูกชาย เข้าไปกราบขอขมา พ่อและแม่ฝ่ายหญิงหรือผู้เสียหายเพื่อขอให้ยกโทษให้ ในการกระทำผิดครั้งนี้ และทางพ่อแม่ผู้เสียหายก็ได้ยินยอมและได้กล่าวยกโทษให้ต่อหน้าผู้พิพากษาอัยการทนายขอแรงและเจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของคดี หลังจากนั้นทนายขอแรงฝ่ายของข้าพเจ้า ได้แถลง ต่อท่านผู้พิพากษาว่า เรื่องเงินชดใช้เยียวยา ทางฝ่ายโจทก์ขอชำระให้ฝ่ายผู้เสียหายเป็นจำนวนเงิน 50,000 บาทโดย 10000 บาทแรกจะโอนภายในวันที่ 7 สวนเรียนอีกสี่หมื่นบาททางผู้เสีย หาย ยินยอมให้จำเลยผ่อนเดือนละ 5,000 เป็นจำนวนทั้งสิ้น 8 เดือน แต่ท่านผู้พิพากษาไม่ยอม กล่าวว่ามันนานเกินไป จึงให้เลื่อนนัดศาลต่อไปอีก 2 เดือนและให้ทางข้าพเจ้าหาเงินมาชำระให้ครบก่อนขึ้นศาลในคราวต่อไปในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560  และในวันนั้นข้าพเจ้าได้ยืนคุยกับลูกชายของข้าพเจ้าที่หน้าศาลจังหวัด ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจบอกลูกชายว่าให้หยุดการเรียนไว้ก่อนและได้ออกมาเพื่อช่วยพ่อแม่หาเงิน เพราะครอบครัวเราก็ยากจนไม่มีเงิน หาเงินให้เขาทัน ประกอบกับค่าเทอม ก็ยังค้างจ่าย มา 2 เทอม ลูกชายก็ได้ทำตามคำแนะนำของข้าพเจ้า โดยการไม่ไปเรียนต่อเพื่อหารับจ้างทำงานเพื่อหาเงินมาช่วยข้าพเจ้า
เมื่อถึงครบกำหนดวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 ข้าพเจ้าพยายามหาคู่เงินเพิ่มเพื่อที่จะนำมาชำระให้แก่โจทก์ เป็นค่าเยียวยา ได้ทันพอดีในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 เมื่อข้าพเจ้าได้จ่ายเงิน ให้กับฝ่ายโจทก์ต่อหน้าอัยการท่านพิพากษาและทนายความขอแรงเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 40000 บาทเมื่อจ่ายเงินครบแล้วท่านผู้พิพากษา ได้กล่าวคำตัดสินคดี  ตามเอกสารใบคำพิพากษาที่ได้แนบมา ข้าพเจ้าเมื่อได้ยินคำพิพากษาจึงเกิดอาการมึนงงไม่รู้ว่าด้วยเหตุไร ผลการตัดสินถึงได้ออกมาอย่างนี้
พอข้าพเจ้าได้เดินออกมาจากห้องบัลลังก์จึงได้ปรึกษากับทนายความขอแรงของข้าพเจ้า ว่าทำไมลูกค้าพระเจ้า ถึงต้องติดคุกอีก 15 ปีในเมื่อข้าพเจ้าได้จ่ายเงินเป็นค่าเยียวยาให้แล้ว 50000 บาทและทางผู้เสียหายหรือฝ่ายโจทก์ได้ยินยอมและยกโทษให้แล้ว ทางทนายขอแรงบอกว่าท่านผู้พิพากษาตัดสินออกมาอย่างนี้ก็ดีแล้ว โดยยกตัวอย่างว่าเคยมีคดีคนพิการ หาเฟสให้เป็นโปลิโอที่จังหวัดสมุทรปราการได้นอนอยู่เฉยเฉยๆแต่มีเด็กผู้หญิงอายุไม่เกิน 15 มามีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายขาเป๋ที่เป็นพิการโปลิโอ แต่ฝ่ายหญิงมาแจ้งความว่าถูกข่มขืนผู้ชายคนนั้นจึงถูกจำคุกโดนศาลพิพากษาเป็นเวลา 25 ปี ดีน่ะที่ลูกชายของเราโดนตัดสินแค่ 15 ปีถือว่าดีที่สุดแล้ว
เมื่อข้าพเจ้าได้ฟังเช่นนั้นจึงได้ถามทนายขอแรงว่าแล้วเรื่อง การขอยื่นอุทธรณ์ ทนายขอแรงจะมีความเห็นยังไง ควรจะอุทธรณ์หรือไม่อุทธรณ์ เพราะตอนนี้ผมเองผมสับสนไปหมด ทนายขอแรงจึงให้คำแนะนำว่า ไม่เห็นด้วยที่จะส่งเรื่องอุทธรณ์ ควรจะให้คดีรีบจบโดยเร็ว เพราะถ้าคุณอุทธรณ์ คุณจะเสียเวลาไปเปล่าๆ เพราะท่านผู้พิพากษาบอกแล้วว่า คดีนี้เขาลดโทษให้สุดๆได้เพียงเท่านี้ การที่เราจะขอยื่นอุทธรณ์ มันก็จะมีผลแค่ได้ลดโทษ หรือไม่ได้ลดโทษเท่านั้น แต่โอกาสที่จะได้ลดโทษน้อยมาก สู้ให้คดีจบโดยเร็วและมีหมายแดงไปที่เรือนจำให้เร็วเพื่อลูกเราจะได้จำคุกอยู่ในนั้นจะได้ทันเวลาที่เขาจะมีพระราชทานอภัยโทษ จะเป็นหนทางที่ดีที่สุด เพราะถ้าเราจบคดีภายในเดือนมีนาคม ลูกชายของเราก็จะได้ พระราชทานอภัยโทษในเดือนมิถุนายนคือเป็นวันเกิดของรัชกาลที่ 10 ไหนจะเป็นวันชาติวันที่ 5 ธันวาคมและวันเกิดของพระราชินีอีกและในปีหน้าก็ยังมีวันพระราชทานเพลิงศพรัชกาลที่ 9 และวันที่รัชกาลที่ 10 จะ สถาปนาขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการอีก รวมแล้วจะได้รับพระราชทานอภัยโทษถึง 5 ครั้งลูกเราก็จะติดไม่นาน ไม่กี่ปี
เมื่อข้าพเจ้าได้รับคำแนะนำแบบนี้จึงรู้สึกอุ่นใจจึงเห็นด้วยไปกับทนายขอแรงจึงไม่ได้ยื่นเรื่องเสนอขออุทธรณ์ แต่ประการใด หลังจากนั้น ก่อนครบกำหนด 30 วันในการยื่นอุทธรณ์ เหลืออีกประมาณ 7 วันข้าพเจ้าได้โทรไปหาทนายขอแรงอีกครั้ง เพราะเริ่มสับสนว่าจะอุทธรณ์หรือไม่อุทธรณ์ดี แต่ก็ยังได้รับคำแนะนำจากทนายขอแรงว่า เขาไม่เห็นด้วยที่เราจะอุทธรณ์เพราะนี่คือเป็นโอกาสทองของลูกชายเราที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษแบบลดแลกแจกแถม  สุดท้ายข้าพเจ้าก็ไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ จนเลยพ้นกำหนด 30 วัน วันที่ 7 มีนาคม 2560 ข้าพเจ้าได้ไปขอคัดสำเนาคำพิพากษาของลูกชายเพื่อที่จะขอไปยื่นเรื่องการเกณฑ์ทหารว่าไม่สามารถที่จะมาเกณฑ์ทหารได้ ในวันนั้นข้าพเจ้าเองก็ยังติดใจอยู่ว่าจะอุทธรณ์ หรือไม่อุทธรณ์ แต่บังเอิญในขณะที่ได้ยืนคุยกับเจ้าหน้าที่ที่ขอคัดสำเนาคำพิพากษา เขาก็บอกว่าลองปรึกษาคนที่อยู่ข้างๆเขาก็เป็นทนายเหมือนกันว่าจะอุทธรณ์ได้อีกไหม แล้วทนายที่ยืนข้างข้าพเจ้าซึ่งเป็นผู้ชาย เขาก็ได้ฟังเรื่องราวอยู่ข้างข้างข้าพเจ้าก็ให้คำแนะนำกับข้าพเจ้าว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว ที่จะยืนอุทธรณ์ ถ้าเลยกำหนดวันนี้ก็จะยื่นไม่ได้ ข้าพเจ้าเองก็ยังมีข้อสงสัยว่าตกลงเขานับวันหรือนับเดือนแต่ก็ได้รับคำแนะนำจากทนายผู้นั้นว่าเขานับเดือน คือนับเดือนชนเดือน แต่ในใจผมคิดว่าถ้านับวัน นับถึงวันนี้มันก็แค่ 28 วันยังเหลือเวลาอีก 2 วันแต่พอได้รับคำแนะนำว่าเดือนชนเดือนข้าพเจ้าจึงต้องทำใจเพราะ  จะยื่นเรื่องอุทธรณ์คงไม่ทันแน่เพราะตอนนี้ก็เป็นเวลาบ่าย 2 โมงแล้ว จึงจำเป็นต้องทำใจ ตามคำแนะนำของทนายขอแรง
หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 60 ข้าพเจ้าก็ได้ไปเยี่ยมเยี่ยมลูกชายที่เรือนจำนนทบุรี และได้ฟังความจากลูกชายของข้าพเจ้าได้ความว่า  คดีของเราถูกตัดสินโทษสูง คือถูกจำคุก 15 ปีจะไม่ได้เลื่อนชั้นนักโทษเป็นเวลาปีครึ่ง ฉะนั้นเท่ากับว่า เราจะ ไม่ได้รับพระราชทานอภัยโทษทั้ง 5 วันตามที่พ่อกล่าว ข้าพเจ้าจึง ไปปรึกษากับเจ้าหน้าที่ทัณฑปฏิบัติก็ได้ความจริงตามที่ลูกชาย พูดให้ฟัง ข้าพเจ้าจึงได้โทรไปหาทนายความของแรงอีกครั้งเพื่อแจ้งว่า คำแนะนำของคุณไม่ได้เป็นอย่างที่คุณกล่าวหรือตามที่ให้คำแนะนำ ซึ่งในการโทรหาทนายขอแรงในครั้งนี้สรุปได้ใจความว่า เขาไม่รู้ขั้นตอนหรือกฎข้อบังคับภายในเรือนจำว่าจะต้องไม่ได้รับการเลื่อนชั้นเป็นเวลาปีครึ่ง และที่เขารับงานเป็นทนายขอแรงให้ ก็เห็นว่าคดีนี้เป็นคดีรับสารภาพ 100%
    จากเหตุการณ์ที่เกิดที่ข้าพเจ้าได้เขียนมาทั้งหมดนี้ข้าพเจ้าเองก็ยังมีข้อสงสัยว่า
 1. ลูกชายของข้าพเจ้าอายุปัจจุบัน 19 ปีแต่ไม่ถึง 20 ปีและเป็นความผิดครั้งแรก ทำไมศาลจึงได้พิจารณาโทษถึง 15 ปี
 2. ทนายขอแรงถ้าที่ทางศาลจัดตั้งให้ ถ้าไม่มีความรู้ที่แน่ชัด หรือที่แท้จริงก็ไม่ควรให้คำแนะนำ หรือไม่ออกความคิดเห็น ให้ลูกความตัดสินใจผิด เพราะเห็นว่าเป็นผู้รู้กฎหมายที่สุดแล้ว
3.ทนายขอแรงที่ทางศาลจัดตั้งให้ ถึงไม่รักษาสิทธิประโยชน์ของลูกความฝ่ายจำเลย ในกรณีลูกความจ่ายเงินเยียวยาแล้ว ควรจะให้ทางผู้เสียหายเซ็นชื่อขอถอนฟ้องด้วย เพราะทั้งๆที่ฝ่ายผู้เสียหายได้กล่าวว่ายินดียกโทษให้ลูกชายแล้วแถลงต่อหน้าผู้พิพากษาที่นั่งอยู่บนบัลลังก์
4. เวลาทางราชการกำหนดนัดวัน ทำไมถึงต้องตรงเวลาแปะ แต่เวลาที่ทางราชการนัดประชาชนทั่วไปทำไมจึงเลื่อนได้เช่น
4.1 เงินที่ประกันตัวครั้งแรก หลังจากคดีความจบแล้วพิพากษาแล้วเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์และนัดให้มารับเช็คเงินคืนในวันที่ 10 มีนาคมแต่เมื่อถึงครบกำหนดวันที่ 10 มีนาคมข้าพเจ้าได้มารับเช็คแต่เจ้าหน้าที่ของศาลกลับแจ้งขอเลื่อนไปอีก 15 วันเป็นวันที่ 25 มีนาคมทั้งทั้งที่ข้าพเจ้าเองก็เดือดร้อนที่จะใช้เงินคืน เพราะต้องรีบไปชำระคืนให้กับเจ้าหนี้กู้ยืมเงินมา จนแฟนของข้าพเจ้าต้องโทรไปขอร้องวิงวอน ให้ช่วยเร่งรีบดำเนินการให้เสร็จโดยด่วนที่สุด เพราะเงินก้อนนี้ ต้องรีบไปชำระให้เจ้าหนี้ต่อ ทางเจ้าหน้าที่จึงจัดการให้จนได้รับเช็ค วันที่ 17 มีนาคม 2560
 4.2 วันนี้ข้าพเจ้าได้มาเยี่ยมลูกชายของข้าพเจ้าคือวันอังคารที่ 4 เมษายน 2560 และได้สอบถามที่สำนักงานทัณฑปฏิบัติ หน้าเรือนจำกลางจังหวัดนนทบุรี ได้ความว่าใบแดงของนายนฤบดินทร์ ยังไม่ตกถึงเรือนจำ ซึ่งถ้านับวันตั้งแต่วันพิพากษา ก็เกินเลยมาจะครบ 60 วันแล้ว
   ข้าพเจ้าไม่ได้มีเจตนาที่จะโทษหรือเอาผิดผู้ใด หรือให้ใคร หรือหน่วยงานใดได้รับความเสียหายประการใด ต้องขอกราบขออภัยมาใน ณ ที่นี้ด้วยครับ
ท้ายนี้ ข้าพเจ้านายชารินทร์ จิระพันธุ์ ผู้ซึ่งเป็นบิดาของนายนฤบดินทร์ จิระพันธุ์ จึงได้มาร้องทุกข์ ขอความเมตตากรุณาจากกระทรวงยุติธรรม ขอให้ข้าพเจ้าและลูกของข้าพเจ้า ได้ยื่นเรื่องอุทธรณ์ สักครั้ง

โดย: ชารินทร์ จิระพันธุ์ เมื่อ: 10 เมษายน 2017, 11:11:19


สวัสดีครับ
รบกวนท่านนำเอกสารดังต่อไปนี้

1.คำพิพากษา

2.รายงานกระบวนพิจารณาคดีทุกฉบับ

มามอบให้เจ้าหน้าที่ เพื่อเจ้าหน้าที่สามารถพิจารณาตอบเรื่องร้องทุกข์ของท่านต่อไป
โดยติดต่อที่ศูนย์บริการร่วมกระทรวงยุติธรรม ชั้น 2 อาคารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550
เลขที่ 120 หมู่ 3 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 10210
โทรศัพท์ 02-141-5100

ขอบคุณครับ

โดย: MOJ-JSL เมื่อ: 18 เมษายน 2017, 10:10:39